News
Home > News
News
เหตุการณ์โรคในประเทศ
SMD ส่ง “ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A & B ด้วยตนเอง” ออกวางตลาดรับสถานการณ์ระบาดหนัก
08/12/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
บมจ.เซนต์เมด (SMD) ระบุว่าตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนธันวาคม 2566 ไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก บริษัทจึงเตรียมพร้อมกระจายสินค้า “ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A & B แบบตรวจหาเชื้อด้วยตนเอง” ยี่ห้อ Baicare ซึ่งเป็นแบรนด์เดียวกับชุดตรวจ ATK ที่จำหน่ายช่วงโอมิครอนระบาดหนัก โดยจะจำหน่ายผ่านร้านขายยาที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันบริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A & B จัดจำหน่ายอยู่ทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้ 1) SARS-CoV-2 and Influenza A+B Antigen Combo Rapid Test (Colloidal Gold) 2) Influenza A & Influenza B Antigen Combo Rapid Test (Colloidal Gold) 3) ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A&B แบบตรวจหาเชื้อด้วยตนเอง – Influenza A & Influenza B Antigen Combo Rapid Test (Colloidal Gold) โดยชุดตรวจประเภทที่ 1 และ ประเภทที่ 2 ซึ่งมีข้อห้าม 2 ประการ คือ “ห้ามบุคคลทั่วไปนำไปใช้ตรวจตัวเอง และห้ามขายแก่บุคคลทั่วไป” ซึ่งข้อความทั้งสองดังกล่าวนี้ได้ระบุไว้ให้เห็นชัดเจนบนฉลากหน้ากล่องสินค้า ดังนั้น สินค้าทั้ง 2 ประเภทนี้ บริษัทฯ จะจัดจำหน่ายให้แก่ โรงพยาบาล คลินิก และตัวแทนจำหน่ายช่วง เท่านั้น แต่สำหรับชุดตรวจประเภทที่ 3 ซึ่งเป็นชุดตรวจไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A&B แบบตรวจหาเชื้อด้วยตนเอง จะมีข้อความระบุบนฉลากหน้ากล่องว่า “บุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้” ดังนั้น บริษัทฯ จะจัดจำหน่ายสินค้าประเภทที่ 3 นี้ ให้แก่ ตัวแทนจำหน่ายช่วงและร้านขายยาที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ นายวิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SMD กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการลักลอบจัดจำหน่ายชุดตรวจไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A & B แบบ Professional Use หรือ ชุดตรวจโควิดและชุดตรวจไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A & B อยู่ในชุดเดียวกัน แบบ Professional Use อีกทั้งยังมีการจัดจำหน่าย ชุดตรวจโควิดและชุดตรวจไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A & B และ RSV ที่อยู่ในชุดเดียวกัน แบบ Professional Use ให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วผลิตภัณฑ์ในลักษณะนี้จะมีข้อห้าม “ห้ามบุคคลทั่วไปนำไปใช้ตรวจตัวเอง และห้ามขายแก่บุคคลทั่วไป” โดยข้อความดังกล่าวจะระบุไว้ชัดเจนหน้ากล่องผลิตภัณฑ์ ซึ่งหมายความว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องถูกใช้งานโดยบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น เนื่องจาก มีโอกาสเกิด Cross Sex และ/หรือ เหตุผลอื่นๆ อีกหลายประการ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนทั่วไปสับสนหรือตื่นตระหนกได้ อย่างไรก็ตาม พบว่ามีการลักลอบจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็น Professional Use หลากหลายผลิตภัณฑ์ให้แก่ประชาชนทั่วไป ในรูปแบบถอดกล่องสินค้าและฉลากสินค้าทั้งหมดทิ้งไป โดยนำชุดตรวจใส่ในถุงซิปพลาสติกใส ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายวิโรจน์ เล่าประสบการณ์เมื่อครั้งที่กลับจากไปดูงานในต่างประเทศปลายปี 65 มีอาการป่วยใกล้เคียงกับโควิด จึงตรวจ ATK COVID-19 ผลตรวจเป็นลบ จึงได้ทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่นี้และตรวจพบเชื้อ Influenza A หลังจากนั้นจึงรีบไปพบแพทย์โดยทันที และได้ยามารับประทาน ถือว่าเป็น Early Detection – Early Treatment – Early Recovery ตามข้อเท็จจริงแล้วการตรวจพบโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A & B ยิ่งเร็วเท่าไหร่ การรักษาด้วยยาก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้นเช่นกัน อีกทั้ง โรคโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A & B ในผู้ป่วยบางรายมีอาการใกล้เคียงกันมาก แต่การรักษาด้วยยาจะต่างกัน ข้อมูลจากกรมอนามัย ระบุว่า โรคไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซ่า (Influenza Virus) เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และโรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ เนื่องจากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) มาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเกือบทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน สายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ในคนมีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ คือ A, B และ C แต่มีเพียงสายพันธุ์ A และ B ที่มีการระบาดโดยทั่วไป โดยไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แบ่งออกเป็นหลายซัปไทด์ ซัปไทด์ที่มีการระบาดเป็นประจำคือ H1N1 และ H3N2 ส่วนไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B แบ่งออกเป็น 2 lineages คือ Victoria และ Yamagata โดยอาการมักไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ A อาการป่วยจะเริ่มหลังได้รับเชื้อ 1-4 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้แบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก และอาจพบอาการคัดจมูก เจ็บคอ ถ้าป่วยเป็นระยะเวลานานอาจจะมีอาการไอจากหลอดลมอักเสบ (post viral bronchitis) อาการจะรุนแรงและป่วยนานกว่าไข้หวัดธรรมดา (common cold) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่มีบางรายที่มีอาการรุนแรง เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ปอดบวม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
อ่านเพิ่มเติม
หมอยงคาดความรุนแรงโควิดลดลง คล้ายไข้หวัดใหญ่ 2009
13/12/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
หมอยง เปรียบเทียบความรุนแรงโควิด คล้ายไข้หวัดใหญ่ 2009 คาดความรุนแรงลดลง หลังมีภูมิต้านทานจากการฉีดวัคซีน นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ผ่าน FACEBOOK เปรียบเทียบแนวโน้มความรุนแรงของโควิด19 เทียบกับไข้หวัดใหญ่ 2009 ว่า ในปีแรกของการระบาดด้วยไข้หวัดใหญ่ 2009 เมื่อไวรัสเข้าสู่ประเทศไทย มีการตื่นตระหนกกันพอควร เพราะมีสื่อต่าง ๆ รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ พยายามพูดและคิดว่าจะเหมือนกับไข้หวัดใหญ่สเปน เพราะเป็นสายพันธุ์ใหม่และคิดว่าประชากรส่วนใหญ่ยังไม่มีภูมิต้านทาน แต่ความเป็นจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างข่าวหรือที่มีการกล่าวถึง เนื่องจากสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 มีความใกล้เคียงกับสายพันธุ์ของ H1N1 ในอดีตหรือไข้หวัดใหญ่สเปน ทำให้ผู้สูงอายุมีภูมิคุ้มกันบางส่วน โรคจึงเป็นกับเด็กและวัยกลางคนเป็นจำนวนมากแทน โดยอัตราการสูญเสียในการระบาดปีแรก ประมาณ 200 กว่าคน และเข้าสู่ภาวะปกติในปีต่อมา ไวรัสไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่กับเราจนถึงปัจจุบัน และอัตราการเสียชีวิตในปีต่อ ๆ มา ก็ลดลงมาโดยตลอด สำหรับเชื้อโควิด 19 ก็เช่นเดียวกัน ในปีแรก คนส่วนใหญ่ยังไม่มีภูมิต้านทาน ความรุนแรงของโรคจึงสูงสุดในปีแรก และก็ค่อยๆลดลง เมื่อประชากรส่วนใหญ่ติดเชื้อไปแล้วและสร้างภูมิต้านทาน ที่เกิดขึ้นจากวัคซีนเป็นส่วนใหญ่ มาจนถึงวันนี้ความรุนแรงของโรค จะเห็นได้จากอัตราการเสียชีวิต และอยู่ที่ 1-3 รายต่อสัปดาห์ในช่วงฤดูกาล และจะน้อยกว่านี้อีกเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนปีต่อไปซึ่งเมื่อรวมทั้งปีแล้ว ก็ไม่น่าจะมากกว่าจำนวนการเสียชีวิตของ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ในการระบาดปีแรก อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสายพันธุ์ของโควิด 19 ขณะนี้มีสายพันธุ์ย่อยเป็นจำนวนมาก คาดการณ์ยาก ว่าสายพันธุ์ที่จะระบาดปีหน้าคืออะไร การพัฒนาวัคซีนให้ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาด ก็ทำได้ยากพอสมควร การติดเชื้อเป็นแล้วก็เป็นได้อีก เช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่
อ่านเพิ่มเติม
นพ.ยง” เผยป่วยโควิด19 ไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อเอง เว้นเป็นข้อมูลติดตามการระบาด
06/12/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญฯ จุฬาฯ เผยขณะนี้ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อว่าติดไวรัสชนิดอะไร ทั้งโควิด19 ไข้หวัดใหญ่ เหตุการรักษาไม่แตกต่างกัน เป็นการรักษาตามอาการ ขณะที่ RSV ก็เช่นกันไม่มีความจำเป็น เพราะไม่มียาจำเพาะ เว้นกลุ่มเปราะบาง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมโควิด-9 กับจุดสมดุลของทุกฝ่าย ผ่านเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan กรณี “โรคทางเดินหายใจที่เป็นอยู่ขณะนี้ จำเป็นต้องตรวจให้รู้ว่า เกิดจากเชื้อไวรัสใดหรือไม่” โดยระบุว่า ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ไม่มีความจำเป็น การตรวจให้รู้ว่าเป็นไวรัสใด เราจะตรวจหาไวรัสที่มียาต้านไวรัสและรักษาได้ เช่นไข้หวัดใหญ่ โควิด 19 โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง หรือผู้สูงอายุที่ต้องการการรักษาจำเพาะ ไวรัสที่เหลืออีกจำนวนมาก ไม่มีความจำเป็น เพราะการรักษาไม่แตกต่างกัน เป็นการรักษาตามอาการ แบบประคับประคอง รอเวลา ให้ภูมิต้านทานเรากำจัดไวรัสให้หมดไป ถึงแม้ RSV ก็ไม่มีความจำเป็น เพราะไม่มียารักษาจำเพาะ ยกเว้นในกลุ่มเปราะบางที่อาจจะใช้ monoclonal antibody RSV ไม่มีเหตุผลในการให้ยา Montelukast ในการป้องกันแทรกซ้อนแต่อย่างใด การตรวจให้รู้ว่าเป็นไวรัสตัวใด มีความจำเป็นในการศึกษาวิจัย ให้รู้ว่าขณะนี้มีไวรัสอะไรกำลังระบาดอยู่ อย่างการทำงานวิจัยของศูนย์ แล้วใช้ผลงานวิจัยข้อมูลทั้งหมดเผยแพร่ เพื่อวางมาตรการในการป้องกัน และแนวทางในการดูแลผู้ป่วยต่อไปในภาพรวม การตรวจให้รู้ว่าเป็นไวรัสใด สายพันธุ์อะไร มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก จะเกิดค่าใช้จ่าย โดยไม่จำเป็นในการรักษา เช่นตรวจรู้ว่าเป็น parainfluenza การรักษาก็เหมือนเดิม
อ่านเพิ่มเติม
สสจ.เตือนไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก ไทยป่วยแล้วกว่า 4 แสนราย เร่งรณรงค์ป้องกัน
02/12/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน นพ.สุผล ตติยนันทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย มีทั้งหนาวเย็นและลมพัดแรงในช่วงเช้า และอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงกลางวัน การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมาจึงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดย นพ.ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา ได้รายงานผลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา ว่า สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-21 พฤศจิกายน 2566 พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ มากถึง 404,896 ราย และมีผู้เสียชีวิต 10 ราย โดยพบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 10-14 ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 0-4 ปี และกลุ่มอายุ 7-9 ปี ตามลำดับ ในขณะที่สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในเขตสุขภาพที่ 9 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-18 พฤศจิกายน 2566 มีผู้ป่วยสะสมแล้ว 51,780 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งสถานการณ์ 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา (สัปดาห์ที่ 39-46) ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน-18 พฤศจิกายน 2566 พบผู้ป่วย 20,170 ราย เมื่อแยกเป็นรายจังหวัด พบว่า จ.นครราชสีมา มีผู้ป่วย 9,424 ราย, จ.สุรินทร์ มีผู้ป่วย 4,059 ราย, จ.บุรีรัมย์ มีผู้ป่วย 3,572 และ จ.ชัยภูมิ มีผู้ป่วย 3,115 ราย โดยพบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 0-4 ปี และกลุ่มอายุ 10-14 ปี ตามลำดับ ซึ่งโรคไข้หวัดใหญ่ สามารถติดต่อกันได้ง่ายโดยการรับเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศขณะที่ผู้ป่วยไอ จาม ในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น นอกจากนี้ ยังแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย ซึ่งผู้ที่ป่วยมักจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ไอ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เจ็บคอ น้ำมูกไหล ตาแดง ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่จะมีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรง เช่น ผู้มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ดังนั้น ต้องรณรงค์ขอความร่วมมือประชาชนให้ป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะ 7 กลุ่มเสี่ยง ควรไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ซึ่ง 7 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ 1.หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป 2.เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี 3.ผู้มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน 4.ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 6.โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งรวมผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ และ 7.โรคอ้วน
อ่านเพิ่มเติม
สธ. เตือนโควิดแนวโน้มสูงขึ้นช่วงหน้าหนาว ด้านไข้หวัดใหญ่-RSVลดลง
03/12/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
กรมควบคุมโรค แจ้งเตือนโรคโควิด 19 ที่มีแนวโน้ทระบาดเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว หลังไข้หวัดใหญ่และRSVผู้ป่วยลดลง ย้ำติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจในประเทศจีนอย่างใกล้ชิด แนะประชาชนในไทยไม่ตื่นตระหนกและป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด เมื่อวันนี้ (29 พฤศจิกายน 2566) นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2566 เริ่มมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็นไปตามคาดการณ์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการน้อย และยังคงเป็นสายพันธุ์ โอมิครอน นอกจากนี้กรณีที่มีรายงานข่าวจากประเทศจีนว่าพบการระบาดของโรคติดต่อทางเดินหายใจเป็นวงกว้างและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศจีน
อ่านเพิ่มเติม
รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่น้อย ทำผู้ป่วยพุ่ง แพทย์ชี้เชื้อแรงกว่าโควิด-19
30/11/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
กรมควบคุมโรค แจง โควิดป่วยเพิ่ม อาการไม่รุนแรงเท่าไข้หวัดใหญ่ เหตุคนรับวัคซีนฯน้อย รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาป่วย 16,159 คน วันนี้ (30 พ.ย. 2566 )นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า หลังจากสภาพอากาศเย็นลงต่อเนื่องในส่วนของซีกโลกเหนือ อเมริกา ,ยุโรปเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้ว จึงทำให้เชื้อไวรัสเติบโตได้ดี ประกอบกับเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ผู้คนนิยมเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น มีผลให้การติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด- 19 ข้อมูลของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่าตั้งแต่ 1 ม.ค. - 25 พ.ย. 2566 มีผู้ป่วยสะสมจำนวน 35,668 คน เสียชีวิตสะสมจำนวน 823 คน ผู้ป่วยปอดอักเสบ 82 คน ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 45 คน หากเปรียบเทียบอัตราป่วยพบ มีจำนวนลดลง ต่างจากช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่ไทยต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด และปัจจุบันคนส่วนใหญ่ ได้รับวัคซีนป้องกันโควิดหลายเข็ม รวมทั้งมีภูมิคุ้มกันธรรมชาติป้องกันอาการการป่วยติดเชื้อ ส่วนอัตราการป่วยแบบราย สัปดาห์ระหว่างวันที่ 19 - 25 พ.ย. 2566 พบว่า มีผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล 480 คน เฉลี่ยรายวัน 69 คนต่อวัน และผู้เสียชีวิต รายสัปดาห์จำนวน 2 คน "โควิด-19 "ติดซ้ำได้เท่า"ไข้หวัด" นพ.โสภณ กล่าวว่า สำหรับอัตราการติดเชื้อธรรมชาติของโควิดมีความใกล้เคียงไข้หวัด ซึ่งในรอบ 1 ปี สามารถป่วยได้หลายครั้ง แต่กลุ่มคนเฝ้าระวังยังคงเป็นผู้ป่วยกลุ่ม 608 ผู้สูงอายุ ,ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ,หญิงตั้งครรภ์ หากมีอาการป่วยต้องรีบพบแพทย์ทันที และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์ของโควิด โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า ยังคงเป็นตระกูลโอมิครอน ในกลุ่ม XBB ทำให้ติดเชื้อ ไม่มีอาการป่วยรุนแรง ไข้หวัดใหญ่แรงกว่าโควิด -19
อ่านเพิ่มเติม
คร. เตือน ปชช. ระวัง 4 โรคฤดูหนาว ‘ไข้หวัดใหญ่-ปอดอักเสบ-หัด-อุจจาระร่วง’
21/11/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกประกาศ เรื่องการป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดในช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย พ.ศ. 2566 ลงวันที่ 8 พ.ย. 2566 ซึ่งลงนามโดย นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ รักษาราชการแทนอธิบดี คร. ประกาศมีใจความสำคัญว่า ด้วยขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคติดต่อและภัยสุขภาพ คร. ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้อกัน ควบคุมโรค และภัยคุกคามทางสุขภาพ จึงขอให้ประชาชนหมั่นดูแลร่างกายให้อบอุ่น และแข็งแรงอยู่เสมอ ทั้งนี้ เพื่อลดโอกาสที่จะเจ็บป่วยจากโรคและภัยสุขภาพดังนี้ 1. โรคติดต่อทางระบบหายใจ ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคปอดอักเสบ 2. โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง 3. โรคติดต่อที่สำคัญอื่นๆ ในช่วงฤดูหนาว ได้แก่ โรคหัด และ 4. ภัยสุขภาพ ได้แก่ การเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศหนาว รวมถึงการขาดอาการศหายใจและการสูดดมแก๊สพิษจากอุปกรณ์ที่ใช้เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายจากเครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้ระบบแก๊ส
อ่านเพิ่มเติม
แพทย์เผยโรคไข้หวัดใหญ่ในไทยป่วยได้ตลอดปีนี้อาจทะลุล้านราย ย้ำผู้สูงอายุเป็นกลุ่ม ‘เสี่ยงตาย’ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรังร่วมด้วย แนะควรฉีดวัคซีนป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป
18/11/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
ปี 2566 มีรายงานคนไทยป่วยโรคไข้หวัดใหญ่กว่า 3 แสนราย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเชื่อยอดป่วยจริงอาจทะลุหลักล้านราย เพราะติดเชื้อได้ตลอดปี ป่วยแล้วป่วยซ้ำได้ในปีเดียวกันหากไม่ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เผยผู้สูงอายุเสี่ยงเป็นโรคแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพราะเป็นกลุ่มเปราะบางและมีโรคประจำตัวร่วมด้วย แนะรัฐเพิ่มจำนวนวัคซีนฟรีให้ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และขยายกลุ่มเด็กโตให้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นเพราะมีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดใหญ่แล้วแพร่เชื้อสูง ย้ำวัคซีนคุ้มค่า คุ้มทุน และเป็นที่ยอมรับมากว่า 80 ปีแล้ว รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวว่า “ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่มีการระบาดเป็นประจำทุกปี แต่จากช่วง 2-3 ปีที่มีการระบาดของโควิด-19 ทำให้โรคไข้หวัดใหญ่หลบไปและห่างเหินชั่วคราว นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้และมีมาตรการป้องกันโควิด-19 จนในปี 2566 จึงเห็นชัดเจนว่าประชาชนมีการป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จำนวนมาก จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตั้งแต่มกราคม-ตุลาคม 2566 พบผู้ป่วยกว่า 3 แสนราย ซึ่งในจำนวนนี้เสียชีวิต 21 ราย แต่ในความเป็นจริงจำนวนผู้ป่วยอาจจะมากกว่านี้ เนื่องจากผู้ที่มีอาการน้อยไม่ได้เข้ารับการรักษาหรือรักษาที่คลินิกก็ไม่ได้รับการรายงาน จึงเชื่อว่าในปีนี้น่าจะมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่อาจถึงหลักล้านคนได้ จากข้อมูลโรคไข้หวัดใหญ่ย้อนหลังของประเทศไทย จะมีความแตกต่างจากประเทศในซีกโลกเหนือ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่จะมีโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดเฉพาะช่วงฤดูหนาว เมื่อฤดูร้อนโรคจะหายไปหมด แต่สำหรับประเทศไทยอยู่ตรงเส้นศูนย์สูตร จึงพบโรคไข้หวัดใหญ่ได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นในช่วงฤดูฝน เพราะมีความชื้นสูง ฝนตกคนรวมกลุ่ม นักเรียนเปิดเทอม ทำให้โรคไข้หวัดใหญ่มีการระบาดและเด็กนักเรียนจะนำเอาเชื้อไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ครอบครัวและผู้สูงอายุที่บ้าน ซึ่งกลุ่มเด็กเป็น ‘กลุ่มเสี่ยงเป็น’ และมักจะรุนแรงในกลุ่มเด็กเล็ก ขณะที่ผู้สูงอายุเมื่อป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่อาจจะมีอาการรุนแรงมาก เรียกว่าเป็น ‘กลุ่มเสี่ยงตาย’ ส่วนคนหนุ่มสาวก็ป่วยได้แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรุนแรง จะเห็นได้ว่าโรคไข้หวัดใหญ่เป็นได้ทุกกลุ่มอายุ และโรคนี้จะคงอยู่กับเราตลอดไป วัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงมีประโยชน์สำหรับคนทุกวัย” รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวด้วยว่า การศึกษาในประเทศไทยกรณีการเข้ารับการรักษาด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ พบว่า มีการสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม การศึกษาพบว่าภาระโรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยมีการจ่ายค่ารักษาทั้งสิ้น ปีละประมาณ 1,100 ล้านบาท และมีการสูญเสียค่าใช้จ่ายทางอ้อมอีก 1,300 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นสูญเสียทางเศรษฐกิจ เป็นเงินจำนวน 2,400 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ทางการแพทย์มีการศึกษาวิจัยถึงวิธีการป้องกันควบคุมโรคที่มีความคุ้มค่า คุ้มทุนมากที่สุด คือ ‘วัคซีน’ และภาครัฐบาลได้นำวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาให้บริการฟรีกับกลุ่มเสี่ยงที่ป่วยแล้วจะมีความรุนแรง เช่น เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคอ้วน หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ สำหรับประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) ควรจะมีนโยบายจัดการหรือแนวทางในการป้องกันช่วยลดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ และเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนให้มากขึ้น สะดวกขึ้น อาทิ ช่องทาง Drive-Thru เช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาหรือแถบยุโรปที่มีทีมพยาบาลหรือสหสาขาวิชาชีพก็สามารถให้บริการได้สะดวกมาก โดย รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี มองว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีการยอมรับในภาคประชาสังคมของคนไทยมากที่สุด เป็นวัคซีนที่มีการพัฒนาและใช้กันมายาวนานกว่า 50 ปี มีความปลอดภัยสูง นับได้ว่า ‘วัคซีนไข้หวัดใหญ่’ มีความคุ้มค่าและคุ้มทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเสี่ยงตาย ช่วยลดความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย โรคแทรกซ้อนรุนแรง การนอนโรงพยาบาล และการสูญเสียชีวิตได้ ซึ่งหากภาครัฐมีการพิจารณาเพิ่มจำนวนวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงป่วยรุนแรงที่มีโอกาสเสียชีวิตได้มีโอกาสเข้าถึงวัคซีนมากขึ้น รวมถึงพิจารณาขยายกลุ่มฉีดฟรีในกลุ่มเด็กโต ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะนำพาเชื้อไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ครอบครัวและผู้สูงอายุในบ้าน ก็จะช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างมหาศาล ขณะที่ ศ. พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่าผู้สูงอายุมักเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงจาก 3 ปัจจัยหลัก ๆ ซึ่งประการแรกสำคัญที่สุด ก็คือ 1) ภาวะภูมิคุ้มกันถดถอยหรือภูมิคุ้มกันที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้เหมือนช่วงหนุ่มสาว ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย รวมถึงถ้าติดเชื้อแล้วจะมีความรุนแรงได้ 2) ผู้สูงอายุมักจะมีโรคร่วม เช่น ผู้สูงอายุบางรายอาจมีโรคปอดถุงลมโป่งพอง พอป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ก็จะทำให้หอบเหนื่อยหรือมีเชื้อลงปอดและมีอาการรุนแรงมากกว่าปกติ หรือบางรายอาจเป็นโรคหัวใจอยู่เดิม พอป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่อาจส่งผลให้โรคหัวใจแย่ลงตามไปด้วย หรือหากป่วยเป็นโรคเบาหวาน ก็จะทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายไม่ดี เพราะเซลล์ที่จะไปจับกินเชื้อโรคก็จะทำงานได้ไม่ดี ซึ่งล้วนก่อให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนเนื่องจากมีโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย และ 3) ผู้สูงอายุยังมีภาวะทุพโภชนาการ คือ กินได้น้อยลง กินได้ไม่ครบ 5 หมู่ ก็จะส่งผลให้เกิดโรคได้ง่าย รวมถึงเป็นโรคที่รุนแรงได้ง่าย ปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ ‘ผู้สูงอายุ’ ควรต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดความรุนแรงของโรค ลดการเกิดปอดอักเสบจากการที่เชื้อไวรัสลงปอด ลดการเจ็บป่วยที่จะต้องนอนโรงพยาบาล และลดการเสียชีวิต เนื่องจากการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อในชีวิตประจำวัน เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อย ๆ และการอยู่ห่างจากผู้ติดเชื้อ จะไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา หรือปฏิบัติแล้วก็ยังมีโอกาสป่วยได้เช่นกัน ทั้งนี้สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ได้มีคำแนะนำว่า จริง ๆ แล้ว ทุกคนควรจะได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2 ประเภท ได้แก่ 1.วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดมาตรฐาน (standard dose) มีปริมาณแอนติเจน 15 ไมโครกรัมต่อ 1 สายพันธุ์ต่อโดส สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป จนถึงผู้สูงอายุ 2.วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดสูง (high dose) มีปริมาณแอนติเจน 60 ไมโครกรัมต่อ 1 สายพันธุ์ต่อโดส เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าลดการติดเชื้อแบบมีอาการได้มากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดมาตรฐาน ประมาณร้อยละ 24 และยังลดการนอนโรงพยาบาลจากโรคไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบได้สูงกว่าขนาดมาตรฐาน รวมถึงลดการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้สูงกว่าขนาดมาตรฐาน โดยอาจมีอาการปวดบริเวณที่ฉีดมากกว่าขนาดมาตรฐานเล็กน้อย รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งสำคัญที่อยากแนะนำในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ ประชาชนไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 1 ปี โดยทุกปีวัคซีนของฤดูกาลใหม่จะเข้ามาในช่วงเมษายน – พฤษภาคม สามารถมาฉีดได้ทันที เพียงให้เว้นระยะห่างจากวัคซีนครั้งก่อนอย่างน้อย 6 เดือน โดยกลุ่มเสี่ยงที่รัฐกำหนดสามารถฉีดฟรีได้ที่หน่วยบริการพยาบาลภาครัฐ หรือสอบถามสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 สำหรับผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงสามารถฉีดได้ที่หน่วยบริการภาครัฐและเอกชน โดยที่จะต้องดูแลค่าใช้จ่ายเอง”
อ่านเพิ่มเติม
จัดวัคซีนไข้หวัดใหญ 1 แสนโดส ฉีดให้คนท่องเที่ยว (Safety Phuket Island Sandbox)
13/11/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
กระทรวงสาธารณสุขจัดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 1 แสนโดส ฉีดให้กลุ่มคนให้บริการด้านการท่องเที่ยว ตามมาตรการ “นักท่องเที่ยวปลอดภัย : Safety Phuket Island Sandbox ในโครงการ Quick Win 100 แรกของภูเก็ต นายกรัฐมนตรีมาเปิดเอง 26 พ.ย.นี้
อ่านเพิ่มเติม
รู้จักไวรัส "hMPV" อาการคล้าย "ไข้หวัดใหญ่ - โควิด - RSV"
10/11/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
รู้จัก "เชื้อฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส" หรือ "hMPV" อาการคล้าย "ไข้หวัดใหญ่ - โควิด - RSV" เช็กอาการ พร้อมข้อแนะนำป้องกัน ลดโอกาสติดเชื้อ "hMPV" ย่อมาจาก Human Metapneumovirus หรือ เชื้อฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อนี้บ่อยในช่วงนี้ โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว คือ ตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. - พ.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่มักพบการระบาด รู้จักไวรัส "hMPV" อาการคล้าย "ไข้หวัดใหญ่ - โควิด - RSV" อ่านให้ฟัง 00:03 อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech) รู้จัก "เชื้อฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส" หรือ "hMPV" อาการคล้าย "ไข้หวัดใหญ่ - โควิด - RSV" เช็กอาการ พร้อมข้อแนะนำป้องกัน ลดโอกาสติดเชื้อ "hMPV" ย่อมาจาก Human Metapneumovirus หรือ เชื้อฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อนี้บ่อยในช่วงนี้ โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว คือ ตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. - พ.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่มักพบการระบาด hMPV เป็นไวรัสที่อันตรายใกล้เคียง กับไวรัส RSV ที่มีการพูดถึงกันบ่อยเช่นกันในช่วงนี้ หากพูดแล้ว hMPV ไม่ใช่ไวรัสตัวใหม่ เป็นไวรัสที่พบได้บ่อย และพบมานานแล้ว จากการศึกษาย้อนหลัง พบว่า เชื้อ hMPV เป็นเชื้อที่มีอยู่เดิม แต่เพิ่งค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2544 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ CNN รายงานข้อมูลการศึกษา ใน Lancet Global Health ในปี 2020 คาดการณ์ว่าในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีการติดเชื้อ hMPV มากกว่า 14 ล้านครั้ง ในปี 2018 มีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 600,000 คน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 16,000 คน อ่านข่าว : "หมอมนูญ" เตือน "ไวรัส hMPV" ระบาด อาการคล้าย "ไข้หวัดใหญ่ - โควิด - RSV" โรค hMPV คือ อะไร? หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ "hMPV" วันนี้มาทำความรู้จักไวรัสชนิดนี้ให้ดีขึ้นดีกว่า นั้นก็เพื่อ หาทางป้องกัน และหาวิธีที่ลดโอกาสในการติดเชื้อ เชื้อ "เชื้อฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส" หรือ hMPV เป็นไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับ RSV ทำให้เกิดอากาศติดเชื้อในทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่พบในกลุ่มเด็กเล็ก อายุน้อยกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุ โดยเชื้อฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส สามารถติดต่อกันผ่านทาง น้ำมูก น้ำลาย ไอ และ จาม อย่างไรก็ตาม ในผู้ใหญ่และเด็กโตที่มีภูมิต้านทานดีหากติดเชื้อนี้ บางคนอาจมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา หรืออาจไม่มีอาการเลยก็ได้ hMPV เป็นไวรัสที่อันตรายใกล้เคียง กับไวรัส RSV ที่มีการพูดถึงกันบ่อยเช่นกันในช่วงนี้ หากพูดแล้ว hMPV ไม่ใช่ไวรัสตัวใหม่ เป็นไวรัสที่พบได้บ่อย และพบมานานแล้ว จากการศึกษาย้อนหลัง พบว่า เชื้อ hMPV เป็นเชื้อที่มีอยู่เดิม แต่เพิ่งค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2544 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ CNN รายงานข้อมูลการศึกษา ใน Lancet Global Health ในปี 2020 คาดการณ์ว่าในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีการติดเชื้อ hMPV มากกว่า 14 ล้านครั้ง ในปี 2018 มีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 600,000 คน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 16,000 คน อาการ ผู้ติดเชื้อไวรัส "hMPV" สำหรับอาการของโรคนี้คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 และ RSV มีไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไอ มีเสมหะ มีน้ำมูก เหนื่อย หายใจไม่สะดวก แยกยากจากไวรัสตัวอื่น ๆ ต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการถึงจะบอกได้ สำหรับระยะฟักตัวของโรคอยู่ประมาณ 3-5 วัน ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้นานถึง 1-2 สัปดาห์ หลังจากแสดงอาการ เชื้อ hMPV มีการเพิ่มจำนวนได้ดีในเซลล์เหยื่อบุทางเดินหายใจ กลไกที่ทำให้เกิดโรคมีความคล้ายกับการติดเชื้อ RSV ผู้ติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการ หรือ แสดงอาการตั้งแต่ไข้หวัด ไปถึงขั้นอากาศรุนแรง คือ หลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน หรือ ปอดบวม โดยเชื้อสามารถอยู่ในปอดได้นานหลายสัปดาห์ ถึงแม้จะมีการสร้างภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มีอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ มีไข้ ไอ เป็นอาการนำ นอกจากนี้ ยังมีน้ำมูกไหล หลังได้ติดเชื้อผู้ป่วยยังอาจมีอาการ อาเจียน ชัก เป็นผื่น และท้องเสีย เกิดขึ้นได้ ตรวจร่างกายพบ เกิดเสียงผิดปกติขึ้นขณะหายใจ เช่น หายใจมีเสียงหวีด นอกจากนี้ยังอาจมีภาวะ Hypoxia หรือ ภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจน ต่อมน้ำเหลืองโต ตับโต และยังอาจกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของหลอดลม ทำให้เกิดอาการหอบหืด คล้าย RSV เชื้อไวรัส hMPV มักจะเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนล่างหลอดลมและปอดในคนสูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน หอบหืด โรคไต ทำให้เกิดอาการเหนื่อย จนต้องให้ออกซิเจน บางคนถึงขั้นระบบหายใจล้มเหลว การตรวจวินิจฉัย และรักษา ปัจจุบันการตรวจ hMPV ทำได้โดยวิธีการ swab ป้ายจมูกแล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่นเดียวกับการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และ RSV ซึ่งให้ผลเร็ว ทำให้พบเชื้อนี้มากกว่าแต่ก่อน เชื้อนี้ปัจจุบันไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ hMPV เป็นการรักษาตามอาการ โดยในช่วงนี้ มีเด็ก และผู้ใหญ่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ จำนวนมาก โดยข้อมูลเดือนตุลาคม 2566 ของโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ที่ติดตามโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ไวรัสไข้หวัดใหญ่ อาร์เอสวี (RSV) และ ฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส (hMPV) พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด 294 คน เพิ่มขึ้นมากกว่าเดือน ก.ย. พบผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เดือนที่แล้วยังสูง 434 คน เชื้ออาร์เอสวี (RSV) 79 คน เชื้อฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส (hMPV) เพิ่มขึ้นเป็น 53 คน นอกจากนี้ ยังระบุว่า การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ โควิด-19, RSV, hMPV และไข้เลือดออกยังสูงอยู่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่แซงหน้าไวรัสโควิด 3 เดือนต่อเนื่อง และช่วงนี้เด็กและผู้ใหญ่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจจำนวนมาก โดยการป้องกันสามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงไปในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ ไม่เอามือไปแคะจมูกหรือเอามือเข้าปาก ทั้งนี้เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อทางเดินหายใจ
อ่านเพิ่มเติม
หมอมนูญเตือนไวรัส hMPV ระบาดเพิ่ม - ไข้หวัดใหญ่ยังช่วงสูงปลายฝนต้นหนาว
09/11/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูปลายฝนต้นหนาว นพ.มนูญ เผยพบการแพร่ระบาดของไวรัสทั้งโควิด ไข้หวัดใหญ่ เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะเชื้อฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส Human Metapneumovirus (hMPV) ควบคู่ไปกับเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV)ที่อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียูเฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำโรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์เฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสช่วงปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว คือตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน มีการระบาดของเชื้อฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส Human Metapneumovirus (hMPV) ควบคู่ไปกับเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) อาการของไวรัส hMPV นพ.มนูญ ระบุต่อว่า อาการของโรคนี้คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 และ RSV
อ่านเพิ่มเติม
ผู้สูงวัยกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ คอลัมน์ชีวิตบั้นปลายของชายชรา : กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
11/11/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
อาการของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่นี้ได้เริ่มระบาดไปทั่วแล้ว ซึ่งไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เป็นโรคติดต่อระหว่างคนสู่คน เริ่มพบที่ประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้แพร่ออกไปอีกหลายประเทศ รวมถึงไต้หวันและประเทศไทยด้วย ลักษณะของอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการ หลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1–3 วัน อาการของผู้ป่วยจะใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีอาการเป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ และเจ็บคอ บางคนก็อาจจะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อยากจะอาเจียน เห็นอาหารแล้วไม่อยากจะทาน กำลังโหลด ผู้สูงวัยกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ แชร์ ฐานเศรษฐกิจ 11 พฤศจิกายน 2566 ผู้สูงวัยกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ผู้สูงวัยกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ คอลัมน์ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดยกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ร่วมคณะกรรมการบริหารของสมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย 31 ท่าน เดินทางไปไต้หวัน ซึ่งอายุอานามรวมกันแล้ว น่าจะเกินกว่าสองพันปีปลายๆ ไปแล้วครับ ในการเดินทางครั้งนี้จากที่ผมได้พูดคุยกัน ก็พอจะทราบว่าผู้สูงวัยส่วนใหญ่ ท่านก็ไม่ค่อยจะระมัดระวังตัวกันสักเท่าไหร่ เพราะหลายๆ ท่านก็ฉีดวัคซีนกันค่อนข้างจะน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิด-19 ระบาด จึงทำให้ระหว่างการเดินทาง หลายท่านก็เริ่มส่ออาการให้เห็นว่าจะไม่ค่อยดีนักครับ เริ่มจากท่านแรก ระหว่างอยู่ที่ทะเลสาบซัน-มูนเลค ก็มีอยู่ท่านหนึ่งเกิดอาการตัวร้อน ไอ และเจ็บคอ ท่านก็คิดว่าจะต้องติดโควิดแน่ๆ ทำเอาเพื่อนที่นอนร่วมห้องตื่นตระหนกพอสมควร ผมจึงรีบไปหาซื้อชุดตรวจ ATK มาทำการตรวจให้ ผลออกมาว่าแค่ขีดเดียว ปลอดภัย ผมจึงให้ทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ไป หลังจากนั้นอีกหนึ่งวันเราเดินทางมาถึงเมืองเจียอี้ ท่านที่สองก็เริ่มมีอาการในลักษณะเช่นเดียวกัน ผมก็เลยต้องวิ่งหาซื้อชุดตรวจ ATK มาตรวจให้อีกครั้ง ครั้งแรกตอนที่อยู่ซัน-มูนเลคผมซื้อมาเพียงชุดเดียว ราคาชุดละหนึ่งร้อยหยวนไต้หวัน ก็ราวๆ ร้อยสิบบาทไทย ในใจก็นึกว่าทำไม ATK จึงแพงจัง เพราะบ้านเราชุดละไม่กี่สิบบาท แต่คราวนี้ผมตัดสินใจซื้อแบบชุดใหญ่ที่บรรจุ 10 ชุดมาเลย ปรากฏว่าแพงกว่าครั้งแรกอีก คือตกชุดละสองร้อยหยวน ทำให้คิดว่าสงสัยที่ไต้หวันเริ่มไม่มีคนซื้อชุด ATK ใช้กันแล้ว ราคาถึงได้แพงมาก การตรวจหาเชื้อโควิดให้แก่คณะ ก็ไม่เจอใครติดเชื้อโควิดเลย ยิ่งพอพวกเรามาถึงเมืองเกาสง คณะเราก็เริ่มมีอาการตัวร้อน ไอ และเจ็บคอกันมากขึ้น คราวนี้จึงทำให้ผมเริ่มเชื่อมั่นว่า น่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่มากกว่าเป็นอาการโควิด-19 แล้วละครับ แต่ก็ไม่อยากกระโตกกระตากให้ใจเสียกัน เพราะเรากำลังจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ กันแล้วในวันรุ่งขึ้น ซึ่งพอตกกลางดึกคืนนั้น เพื่อนร่วมห้องผมก็มีอาการนี้เช่นกัน เพราะเขาบอกว่ามีอาการเหมือนจะเป็นไข้ ตัวร้อนแล้ว ผมก็จึงให้ทานยาพาราเซตามอลบรรเทาอาการไปก่อน ตื่นเช้าขึ้นมา เพื่อนอีกท่านหนึ่ง ซึ่งท่านนี้น่าจะเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในคณะเรา ก็มาขอให้ผมช่วยตรวจ ATK ให้ ผมก็ได้แต่ปลอบใจและตรวจให้ตามความต้องการ จากนั้นก็ให้ทานยาลดไข้เหมือนทุกคน แต่ท่านนี้ไม่ยอมทานยาลดไข้ เพราะท่านคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก แต่ขณะที่อยู่บนเครื่องบินระหว่างเดินทางกลับ อาการของท่านก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเครื่องบินลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ จึงต้องรีบส่งตัวท่านไปยังโรงพยาบาลทันที และต่อมาในวันถัดๆ มา ก็มีคนในคณะฯ เริ่มทะยอยเข้ารักษาในโรงพยาบาลอีกหลายท่านเลยครับ แม้ว่าผมจะได้ฉีดวัคซีนแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นวัคซีนอะไร ผมก็จะต้องเสาะหามาฉีดเสมอ ดังนั้นครั้งนี้ถึงจะโดนหางเลขไปด้วย แต่ก็ไม่ค่อยจะหนักหนาสาหัสเหมือนคนอื่นๆ ครับ อาการของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่นี้ได้เริ่มระบาดไปทั่วแล้ว ซึ่งไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เป็นโรคติดต่อระหว่างคนสู่คน เริ่มพบที่ประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้แพร่ออกไปอีกหลายประเทศ รวมถึงไต้หวันและประเทศไทยด้วย ลักษณะของอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการ หลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1–3 วัน อาการของผู้ป่วยจะใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีอาการเป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ และเจ็บคอ บางคนก็อาจจะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อยากจะอาเจียน เห็นอาหารแล้วไม่อยากจะทาน ซึ่งในกลุ่มที่เดินทางไปด้วยกันในครั้งนี้ ก็จะมีอาการเช่นนี้ตลอดเวลาเกือบทุกคนที่ป่วย ซึ่งผู้ป่วยบางคนก็จะมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการไม่รุนแรง ก็จะหายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการจะเริ่มทุเลาและหายป่วยภายใน 5 – 7 วัน แต่บางรายที่มีสภาพร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็อาจจะมีอาการปอดอักเสบ บางคนที่อาการรุนแรงมากๆ ก็จะพบว่าหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบากได้ การแพร่เชื้อของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มักจะติดต่อโดยเชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ติดต่อไปยังคนอื่นๆ โดยการไอหรือจามใส่กันแบบโดยตรง หรือบางคนหากอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร ก็อาจจะหายใจเอาฝอยละอองที่มีเชื้อไวรัสนี้เข้าไป บางรายได้รับเชื้อโดยทางอ้อม เช่น ผ่านมาทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำที่ผู้ป่วยดื่มก่อนหน้า โดยคนที่ใช้แก้วใบเดิมดื่มต่อแต่ไม่ได้ล้างแก้วให้สะอาดก่อนจะดื่ม หรือการใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าเช็ดมือที่มีผู้ติดเชื้อใช้ก่อนหน้านี้ ดังนั้นเราจึงต้องควรระวังเรื่องของการใช้ภาชนะต่างๆ ที่เป็นของสาธารณะ ต้องไม่ลืมว่าเชื้อไวรัสตัวนี้ สามารถกระจายได้อย่างรวดเร็วมาก ส่วนใหญ่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทาง จมูก ตา ปาก จากนั้นเชื้อไวรัสนี้จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 1-3 เท่านั้น วิธีการป้องกันก็ควรจะมีการฉีดวัคซีน ซึ่งปัจจุบันนี้สามารถหาฉีดได้ง่ายมากจากโรงพยาบาลทั่วไป และควรจะต้องพยายามล้างมือให้สะอาดเสมอ อย่าลืมเรื่องกินร้อนช้อนกลางเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
อ่านเพิ่มเติม
ความจำเป็นของวัคซีน แผนพัฒนาของไฟเซอร์ โควิด-ไข้หวัดใหญ่ในเข็มเดียว
11/11/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
บุกโรงงานไฟเซอร์เบลเยียม กับแนวทางในอนาคตของวัคซีน วัคซีน 2 in 1 ป้องกันโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ในเข็มเดียว วัคซีนงูสวัด และ RSV ฉีดให้กับแม่ที่ตั้งครรภ์ ตั้งแต่ปลายปี 2562 “โลก” ได้รู้จักกับ “ไวรัส” ที่มาจาก “อู่ฮั่น” และต่อมาได้ถูกจำกัดชื่อ คือ “โควิด-19” โรคติดต่อร้ายแรงและอุบัติใหม่แสนน่ากลัวที่ไม่มียารักษา และแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว หากใครได้รับเชื้อโรค ทางเดียวที่ทำได้คือการรักษา “ตามอาการ” จากความน่ากลัวของเชื้อโรคนี้ หนทางต่อสู้ที่ “โลก” หาทางรับมือ คือการไล่ตามให้ทัน ด้วยการวิจัยและพัฒนา “วัคซีน” จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ระบุ สถิติการฉีดวัคซีน ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2566 (อัปเดตล่าสุดแล้ว) พบว่าคนไทยที่ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว 146,758,556 โดส ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีผู้ฉีดวัคซีน 1 เข็ม จำนวน 57.6 ล้านคน จำนวน 2 เข็ม 54 ล้านคน และเข็มบูสเตอร์เข็มที่ 3 จำนวน 27.3 ล้านคน เข็มที่ 4 จำนวน 6.5 ล้านคน เข็มที่ 5 จำนวน 1 ล้านคน และเข็มที่ 6 จำนวน 6.8 หมื่นคน จากตัวเลขดังกล่าว คุณสังเกตเห็นอะไร... มันคือ “ตัวเลข” การฉีดวัคซีนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วมันแปลว่าอะไร... ทำไมคนไทยเลือกฉีดวัคซีนน้อยลง คำตอบของคำถามนี้อาจจะมีหลายเหตุผล แต่โดยรวมน่าจะเพราะ “เรา” มีภูมิคุ้มกันกันแล้ว หาก “ติดเชื้อ” อาการของโรคก็จะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต (ยกเว้นคนที่มีโรคประจำตัว หรือเข้าข่าย 608) เป็นที่มาของการประกาศให้เป็นโรคประจำถิ่น คำถามต่อมา...เรายังจำเป็นที่ต้องฉีดวัคซีนโควิดหรือไม่...? และหากมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันโควิด และโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ระบาดตามฤดูกาล เราจะฉีดกันหรือไม่
อ่านเพิ่มเติม
ที่ประชุมเคาะ "สายพันธ์ุไข้หวัดใหญ่ในไทย" สู่การผลิตวัคซีน 67
12/11/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บอกว่า จากข้อมูลการวิเคราะห์สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยของศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติ กรมวิทยา ศาสตร์การแพทย์ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคนิค Whole genome sequencing (WGS) วิเคราะห์ลำดับพันธุ กรรมทั้งจีโนม และประเมินความสอด คล้องกับสายพันธุ์วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่กระทรวงสาธารณสุขฉีดให้กับประชาชน พบว่า สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ที่ตรวจพบในประเทศไทยมีความสอด คล้องกับสายพันธุ์วัคซีนที่ฉีดและสามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ ดังนั้น ที่ประชุมคัดเลือกสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ เพื่อนำไปใช้ผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ประจำปี 2567 สำหรับประเทศทางซีกโลกใต้ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก สมาชิกห้องปฏิบัติการเครือข่ายทั่วโลก และบริษัทผู้ผลิตวัคซีนได้ คัดเลือกสายพันธุ์เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ เพื่อนำไปผลิตเป็นวัคซีนป้องกันโรคต่อไป โดย 1 ใน 3 สายพันธุ์ เป็นเชื้อที่แยกได้จากระบบเฝ้าระวังเฉพาะพื้นที่ของประเทศไทย “จากการที่สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ที่ตรวจพบในประเทศไทย ได้รับคัดเลือกให้เป็นองค์ประกอบในวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ประจำปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือและบทบาทที่เข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขไทย ที่มีต่อความมั่นคงทางสุขภาพของประชากรโลกอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมการแพร่ระบาดและลดอัตราการป่วย การเสียชีวิตของประชากรไทยและประชากรโลก
อ่านเพิ่มเติม
ผู้เชี่ยวชาญห่วงคนภูมิต่ำ แนะรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หลังร้อยละ 47 ของคนเข้ารพ. ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่
10/11/2566
เหตุการณ์โรคในประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญห่วงคนภูมิต่ำ แนะรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หลังร้อยละ 47 ของคนเข้ารพ. ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ วันนี้ (10 พ.ย.2566) รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้แทนสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย กล่าวในวันแห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มโลก 2566 ว่า จากสถานการณ์การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบัน พบว่าในคนจำนวน 100 คน ที่พบแพทย์ในโรงพยาบาลมีถึงร้อยละ 47 ที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นหากใครที่ยังไม่ได้รับวัคซีน สามารถไปรับวัคซีนได้ แต่ไม่ควรตื่นตระหนกถึงขั้นรับวัคซีน 2 ครั้งหากรับไปแล้ว ขณะที่มีข้อยกเว้นสำหรับคนภูมิต่ำที่ควรรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2 เข็ม ได้แก่ เด็กเล็กอายุ 6 เดือน หากอยู่ในช่วงการแพทย์ระบาดก็สามารถรับวัคซีนได้โดยปรึกษาแพทย์ คนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมาก เช่น ขณะปลูกถ่ายอวัยวะฟอกไต ควรพิจารณารับวัคซีนเพิ่มเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน คนมีภูมิเพราะโควิดแล้วร้อยละ 95 รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า ส่วนการรับวัคซีนโควิด-19 เชื่อว่าร้อยละ 95 ของประชากรโดยส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันแล้ว ซึ่งปัจจุบันการรับวัคซีน สามารถรับได้ทั้งวัคซีนไข้หวัดใหญ่และโควิดไปพร้อมกัน ในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ทั้งนี้ จากการติดตามข้อมูลของกุมารแพทย์ มีแนวทางพิจารณาให้ฉีดวัคซีนโควิดกับเด็กเล็กอายุ 6 เดือน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาอาจมีหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับวัคซีน ทำให้ไม่มีภูมิคุ้มส่งต่อโดยกำเนิด hMPV เป็นโรคทางเดินหายใจชนิดหนึ่ง รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี ยังกล่าวถึงการติดเชื้อ ฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส หรือ hMPV ว่า ถือเป็นโรคระบบทางเดินหายใจอย่างหนึ่งที่เพิ่งพบไม่นานในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ไม่มียารักษา ไม่มีวัคซีนป้องกัน เน้นรักษาตามอาการ หากเป็นในเด็กเล็กอาการมักไม่รุนแรง เนื่องจากร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกัน ผิดกับผู้ใหญ่ หากเป็นแล้วจะมีอาการรุนแรงกว่า จึงเป็นสาเหตุที่แพทย์ส่วนใหญ่ มักรณรงค์ให้โรคที่สามารถป้องกันได้วัคซีน ก็ควรฉีดวัคซีนเพื่อเป็นการป้องกันลดอัตราการป่วยและเสียชีวิต
อ่านเพิ่มเติม
รายการทั้งหมด 114 รายการ